ตอนเริ่มทำธุรกิจกับเพื่อน หลายเรื่องมันง่ายครับ เพราะเรารู้จักกันมานาน คนหนึ่งออกเงินก่อน อีกคนช่วยลงแรง ส่วนใครทำมากกว่ากันนิดหน่อยก็ไม่ค่อยมีใครนั่งนับ เพราะตอนนั้นคำว่า “เพื่อน” ยังรับผิดชอบทุกอย่างไหว
“เดี๋ยวแบ่งกัน” ก็เข้าใจ
“ช่องนี้ของพวกเรา” ก็เข้าใจ
“เงินก้อนนี้เอาไปหมุนก่อน” ก็เข้าใจ
“มึงทำไป เดี๋ยวกูดูอีกฝั่งเอง” ก็เข้าใจ
ตอนที่ธุรกิจยังไม่มีอะไร ประโยคเหล่านี้น่ารักมากครับ
แต่หลังจากที่สิ่งที่เคยทำกันเล่น ๆ เริ่มมีรายได้ ชื่อที่เคยตั้งกันขำ ๆ เริ่มกลายเป็นแบรนด์ ช่องที่เคยช่วยกันทำเริ่มมีมูลค่า และเงินที่เมื่อก่อนแบ่งกันไม่กี่พันเริ่มมีเลขศูนย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ดี ๆ คำง่าย ๆ พวกเดิมก็เริ่มต้องการคำอธิบายเพิ่มครับ
“ของพวกเรา” คือของใครบ้าง?
“แบ่งกัน” แบ่งเท่าไหร่?
“ช่วยกันทำ” แปลว่าใครมีหน้าที่อะไร?
แล้วคนที่อยู่มาตั้งแต่วันแรกคือเพื่อน หุ้นส่วน พนักงาน ผู้ร่วมก่อตั้ง หรือเป็นทั้งหมดพร้อมกัน?
ตรงนี้แหละครับที่ผมรู้สึกว่า “เพื่อนรัก” เริ่มถูกใช้งานหนักเกินตำแหน่งของมันแล้ว
จากเดิมที่มีหน้าที่แค่เป็นเพื่อน อยู่ดี ๆ มันต้องรับงานเพิ่มเป็นนักบัญชี ฝ่ายบุคคล สัญญาหุ้นส่วน ผู้ตรวจสอบทรัพย์สิน และถ้าวันหนึ่งมีปัญหากันขึ้นมา มิตรภาพก็อาจถูกเลื่อนตำแหน่งอีกครั้งให้กลายเป็นพยานว่า “ตอนนั้นตกลงกันว่ายังไงนะ?”
ซึ่งแน่นอนครับ คนสองคนสามารถอยู่ในห้องเดียวกันเมื่อสิบปีก่อน ได้ยินประโยคเดียวกัน แล้วสิบปีต่อมากลับจำความหมายของมันไม่เหมือนกันได้
ผมเลยคิดว่า ยิ่งทำธุรกิจกับเพื่อนที่เรารักมากเท่าไหร่ เรายิ่งไม่ควรเอาคำว่า “เพื่อนกัน” มาใช้แทนระบบครับ
หุ้นใครเท่าไหร่ เขียนไว้ หน้าที่ของใครคืออะไร เขียนไว้ เงินเดือน เงินปันผล และเงินที่ใครออกแทนกัน แยกไว้ให้ชัด รวมถึงชื่อแบรนด์ ช่อง ลูกค้า ผลงาน หรือทรัพย์สินที่ช่วยกันสร้าง ถ้าวันหนึ่งมีคนหนึ่งอยากออก จะเกิดอะไรขึ้น ก็ควรคุยกันตั้งแต่วันที่เรายังนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันได้โดยไม่ต้องมีทนายอยู่ข้าง ๆ
เพราะระบบไม่ได้มีไว้สำหรับวันที่เราไม่ไว้ใจกันครับ
จริง ๆ แล้วมันมีไว้สำหรับวันที่เรายังไว้ใจกันมากพอที่จะตกลงเรื่องยาก ๆ ได้อย่างใจเย็น ก่อนที่เงิน ความสำเร็จ ความเหนื่อย หรือความรู้สึกว่า “กูทำมากกว่า” จะเดินเข้ามาเป็นสมาชิกคนใหม่ของบริษัท
ผมจึงไม่ได้คิดว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อนนะครับ เพื่อนอาจเป็นหุ้นส่วนที่ดีที่สุดที่เราจะหาได้ด้วยซ้ำ เพราะเรารู้จักนิสัย รู้ใจกัน และผ่านเรื่องต่าง ๆ มาด้วยกันมากกว่าคนนอกหลายคน
แต่ถ้าจะทำธุรกิจกับเพื่อน ผมอยากให้เรารักษาความเป็นเพื่อนไว้สำหรับเรื่องที่มันควรรับผิดชอบครับ
ส่วนเรื่องเงิน หุ้น หน้าที่ สิทธิ และทรัพย์สิน...
ให้ระบบรับไปทำงานแทน
เพราะธุรกิจที่ดีไม่ควรเดินได้เฉพาะวันที่ทุกคนยังรักกันครับ มันควรเดินต่อได้แม้ในวันที่คนสองคนกำลังโกรธกัน และถ้าวันหนึ่งต้องแยกทางกันจริง ๆ อย่างน้อยเราก็ควรเสียแค่หุ้นส่วนทางธุรกิจ ไม่ใช่ต้องลากมิตรภาพสิบยี่สิบปีขึ้นมาชำแหละไปพร้อมกันด้วย
