← กลับไปหน้าบทความMARNUTZ STORY

ใครกำลังจะทำธุรกิจกับเพื่อน อ่านบทความนี้ก่อนครับ!

เป็นเพื่อนกันมาหลายสิบปี ทำธุรกิจด้วยกันไม่น่ามีปัญหาใช่ไหมครับ? แต่จุดพีคคือ! ปัญหามักจะเริ่มมาตอนที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีเสมอ...

เรื่องโดย MarNutz25 สิงหาคม 2569อ่านประมาณ 4 นาที
ภาพประกอบบทความ ใครกำลังจะทำธุรกิจกับเพื่อน อ่านบทความนี้ก่อนครับ!

ตอนเริ่มทำธุรกิจกับเพื่อน หลายเรื่องมันง่ายครับ เพราะเรารู้จักกันมานาน คนหนึ่งออกเงินก่อน อีกคนช่วยลงแรง ส่วนใครทำมากกว่ากันนิดหน่อยก็ไม่ค่อยมีใครนั่งนับ เพราะตอนนั้นคำว่า “เพื่อน” ยังรับผิดชอบทุกอย่างไหว

“เดี๋ยวแบ่งกัน” ก็เข้าใจ
“ช่องนี้ของพวกเรา” ก็เข้าใจ
“เงินก้อนนี้เอาไปหมุนก่อน” ก็เข้าใจ
“มึงทำไป เดี๋ยวกูดูอีกฝั่งเอง” ก็เข้าใจ

ตอนที่ธุรกิจยังไม่มีอะไร ประโยคเหล่านี้น่ารักมากครับ

แต่หลังจากที่สิ่งที่เคยทำกันเล่น ๆ เริ่มมีรายได้ ชื่อที่เคยตั้งกันขำ ๆ เริ่มกลายเป็นแบรนด์ ช่องที่เคยช่วยกันทำเริ่มมีมูลค่า และเงินที่เมื่อก่อนแบ่งกันไม่กี่พันเริ่มมีเลขศูนย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ดี ๆ คำง่าย ๆ พวกเดิมก็เริ่มต้องการคำอธิบายเพิ่มครับ

“ของพวกเรา” คือของใครบ้าง?

“แบ่งกัน” แบ่งเท่าไหร่?

“ช่วยกันทำ” แปลว่าใครมีหน้าที่อะไร?

แล้วคนที่อยู่มาตั้งแต่วันแรกคือเพื่อน หุ้นส่วน พนักงาน ผู้ร่วมก่อตั้ง หรือเป็นทั้งหมดพร้อมกัน?

ตรงนี้แหละครับที่ผมรู้สึกว่า “เพื่อนรัก” เริ่มถูกใช้งานหนักเกินตำแหน่งของมันแล้ว

จากเดิมที่มีหน้าที่แค่เป็นเพื่อน อยู่ดี ๆ มันต้องรับงานเพิ่มเป็นนักบัญชี ฝ่ายบุคคล สัญญาหุ้นส่วน ผู้ตรวจสอบทรัพย์สิน และถ้าวันหนึ่งมีปัญหากันขึ้นมา มิตรภาพก็อาจถูกเลื่อนตำแหน่งอีกครั้งให้กลายเป็นพยานว่า “ตอนนั้นตกลงกันว่ายังไงนะ?”

ซึ่งแน่นอนครับ คนสองคนสามารถอยู่ในห้องเดียวกันเมื่อสิบปีก่อน ได้ยินประโยคเดียวกัน แล้วสิบปีต่อมากลับจำความหมายของมันไม่เหมือนกันได้

ผมเลยคิดว่า ยิ่งทำธุรกิจกับเพื่อนที่เรารักมากเท่าไหร่ เรายิ่งไม่ควรเอาคำว่า “เพื่อนกัน” มาใช้แทนระบบครับ

หุ้นใครเท่าไหร่ เขียนไว้ หน้าที่ของใครคืออะไร เขียนไว้ เงินเดือน เงินปันผล และเงินที่ใครออกแทนกัน แยกไว้ให้ชัด รวมถึงชื่อแบรนด์ ช่อง ลูกค้า ผลงาน หรือทรัพย์สินที่ช่วยกันสร้าง ถ้าวันหนึ่งมีคนหนึ่งอยากออก จะเกิดอะไรขึ้น ก็ควรคุยกันตั้งแต่วันที่เรายังนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันได้โดยไม่ต้องมีทนายอยู่ข้าง ๆ

เพราะระบบไม่ได้มีไว้สำหรับวันที่เราไม่ไว้ใจกันครับ

จริง ๆ แล้วมันมีไว้สำหรับวันที่เรายังไว้ใจกันมากพอที่จะตกลงเรื่องยาก ๆ ได้อย่างใจเย็น ก่อนที่เงิน ความสำเร็จ ความเหนื่อย หรือความรู้สึกว่า “กูทำมากกว่า” จะเดินเข้ามาเป็นสมาชิกคนใหม่ของบริษัท

ผมจึงไม่ได้คิดว่าอย่าทำธุรกิจกับเพื่อนนะครับ เพื่อนอาจเป็นหุ้นส่วนที่ดีที่สุดที่เราจะหาได้ด้วยซ้ำ เพราะเรารู้จักนิสัย รู้ใจกัน และผ่านเรื่องต่าง ๆ มาด้วยกันมากกว่าคนนอกหลายคน

แต่ถ้าจะทำธุรกิจกับเพื่อน ผมอยากให้เรารักษาความเป็นเพื่อนไว้สำหรับเรื่องที่มันควรรับผิดชอบครับ

ส่วนเรื่องเงิน หุ้น หน้าที่ สิทธิ และทรัพย์สิน...

ให้ระบบรับไปทำงานแทน

เพราะธุรกิจที่ดีไม่ควรเดินได้เฉพาะวันที่ทุกคนยังรักกันครับ มันควรเดินต่อได้แม้ในวันที่คนสองคนกำลังโกรธกัน และถ้าวันหนึ่งต้องแยกทางกันจริง ๆ อย่างน้อยเราก็ควรเสียแค่หุ้นส่วนทางธุรกิจ ไม่ใช่ต้องลากมิตรภาพสิบยี่สิบปีขึ้นมาชำแหละไปพร้อมกันด้วย

ส่งต่อบทความนี้
แชร์ไป Facebook ↗
อ่านจบแล้ว แต่เรื่องยังไม่ควรจบตรงนี้

คุณอยากพาความคิดนี้ไปทางไหนต่อ?

อ่านต่อถ้าคุณยังคิดว่า “ความเป็นไทย” ทำให้แบรนด์ดูเชย…เพลงใหม่ของ LISA อาจกำลังลากคุณออกมาตบหน้ากลางสี่แยก!เพราะเรื่องนี้ต่อยอดจากคำถามที่คุณเพิ่งอ่านลงลึกอย่าลอกเลียนแบรนด์ใหญ่เปลี่ยนไอเดียสั้น ๆ ให้เป็นความเข้าใจที่นำกลับไปใช้ได้ →นำไปใช้จริงถ้าโจทย์นี้กำลังเกิดกับธุรกิจคุณดูว่า MarNutz ช่วยหา 1% ที่ยังขาดได้อย่างไร →